พยานขอสู้คดีเคียงข้างลุงพลหากญาติไม่ช่วย ทนายดังชี้ใครกลับคำตอนนี้ไร้ผล

จากกรณี น้องชมพู่ อายุ 3 ปี สูญหายจากบ้านพักพัก อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.63 จนไปพบศพกลางป่าบนเขาภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้าน 5 กม. วันที่ 14 พ.ค. 63 จนกลายเป็นกระแสข่าวยาวนาน เนื่องจากขณะนี้ก็ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้นั้น

ทนายรัชพล ศิริสาคร ผู้ให้คำปรึกษาทางคดี ระบุว่า กรณีการเป็นพยานของลุงพล ในคดีของน้องชมพู่ ตนเองขอแบ่งพยานออกเป็น 2 ประเภท ประเภทที่ 1 คือพยาน ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือรู้เห็นเหตุการณ์เรียกว่า ประจักษ์พยาน ซึ่งจะมีความน่าเชื่อถือมาก เนื่องจากรู้เห็นการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หากให้การต่อศาลจะมีน้ำหนักมากในการให้ข้อมูล

ส่วนกรณีที่แม่น้องชมพู่ จะปฎิเสธไม่ไปให้ปากคำเป็นพยานให้กับลุงพล กรณีนี้ไม่สามารถทำได้เนื่องจากพยานไม่สามารถปฎิเสธต่อคำสั่งศาลได้ เพราะเวลาจะพิจารณาคดี ศาลจะมีหมายศาลเรียกให้ ประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความตามความเป็นจริง ซึ่งหากพยานมีการเบิกความเท็จ ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ ผู้ที่จะต้องไปเป็นพยานต่อศาลจะขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการพิจารณาเลือก

นายม็อค พยานของลุงพล เปิดเผยว่า ถ้าหากวันหนึ่งต้องมีการเรียกไปเป็นพยานให้ลุงพล ตนก็พร้อมที่จะไปเป็นพยานให้เขาว่าในช่วงวันที่ 11 พ.ค. 63 ที่เป็นวันเกิดเหตุนั้น ตนเจอกับลุงพลวัด GPS ที่สวนยางอยู่กับแม่ชมพู่ และหลังจากนั้นก็ขับรถไปส่งพระที่อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร ตลอดทั้งวัน ซึ่งลุงพลก็อยู่กับตนตลอด

อย่างไรก็ตาม ตนไม่รู้ว่าตำรวจสงสัยลุงพลในประเด็นอะไร ลุงพลจะเป็นคนก่อเหตุหรือไม่ตนก็ไม่รู้ แต่เป็นพยานยืนยันได้ว่าในวันเกิดเหตุเขาอยู่กับตนตลอด กระทั่งกลับมาจากส่งพระก็ไปหาน้องชมพู่กัน ตั้งแต่เกิดเรื่องตำรวจก็เรียกตนไปสอบปากคำหลายครั้ง แต่ตนก็จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง

ด้านพ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการปฏิรูปตำรวจ เปิดเผยว่า ตนมองว่าคดีของน้องชมพู่ผ่านมากว่า 3 เดือนแล้ว ที่ตำรวจชุดทำงานยังเงียบเพราะคดีเดินต่อไปไม่ได้ จะจับใครก็ไม่ได้ เพราะหาหลักฐานแจ้งจับใครไม่ได้ จากที่ก่อนหน้านี้คิดว่าจะแจ้งจับใครสักคน ซึ่งการตรวจ DNA ก็คงไม่พบหลักฐานเพิ่มเติม เพราะถ้ามีหลักฐานก็คงออกหมายจับไปนานแล้ว และคิดว่าไม่มีการค้นหาหลักฐานเพิ่มแล้ว คิดว่าอีกไม่นานตำรวจน่าจะถอดคดี เพราะมาถึงทางตันแล้ว

ทั้งนี้ ตนคิดว่าตำรวจเดินพลาด ที่ทำให้เป็นคดี “การฆาตกรรม” ตอนมองว่าควรทำให้เป็นคดี “เด็กเสียชีวิตผิดธรรมชาติ” ตั้งแต่แรก เพราะยังไม่มีหลักฐานเอาผิดคนร้าย ซึ่งถ้าหากมีหลักฐานค่อยแจ้งจับคนร้ายภายหลังได้ การที่เป็นคดีฆาตกรรม แต่หาคนร้ายไม่ได้ คดีจึงจบไม่ลงแบบนี้

พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช หรือ สารวัตรแรมโบ้ อดีตผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และอดีตสารวัตรกองปราบนครบาล มั่นใจว่าตำรวจและพนักงานสอบสวนยังทำคดีนี้อยู่ เพียงแต่เก็บเป็นความลับ กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน มั่นใจว่าตำรวจรู้ตัวคนร้ายหมดแล้ว เพียงแต่รอการรวบรวมพยานหลักฐานใหม่ที่จะออกหมายจับได้

คดีนี้ที่ล่าช้าตั้งแต่เริ่มแรก รู้สึกเสียดาย เพราะรู้ผลการชันสูตรพลิกศพช้าไป ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่า ไม่มีร่องรอยการถูกข่มขืน ศพมีรอย เหมือนถูกไม้โดนตีที่แผ่นหลัง จะทำให้หาตัวคนร้ายได้เร็วขึ้น เชื่อว่าจะจับคนร้ายได้แน่นอน ตำรวจสอบปากคำทั้งหมดต้องมีคนรู้เห็นกับคดีน้องชมพู่ คดีนี้ต้องมีคนเกี่ยวข้องหลายคน ทำคนเดียวไม่ได้

สำหรับคดีน้องชมพู่ ตำรวจมีการเรียกชาวบ้านกกกอกหลายคนเข้าให้ปากคำหลายครั้ง เช่น นายวัชรินทร์ พ่อแบม 12 ครั้ง, นายแอ๋ม พิษนุพร 10 ครั้ง, นางนริน หรือ ป้าถอน 2 ครั้ง รวมถึงนายม็อค พยานของลุงพลมากกว่า 2 ครั้ง

ขอบคุณ www.siamnews.com

Facebook Comments